หลอดไฟ
หากพูดถึง หลอดไฟ เพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันมีตัวเลือกที่หลากหลายซึ่งไม่ได้ต่างกันแค่เรื่องรูปลักษณ์ แต่รวมถึงเทคโนโลยีการประหยัดไฟและคุณภาพของแสงด้วยครับ
1. ประเภทของหลอดไฟที่นิยมในปัจจุบัน
หลอด LED (Light Emitting Diode): เป็นเทคโนโลยีที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ กินไฟน้อยแต่ให้ความสว่างสูง ไม่แผ่ความร้อนเหมือนหลอดสมัยก่อน และมีอายุการใช้งานนานหลายปี
หลอดตะเกียบ (CFL): เริ่มมีการใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ เพราะประหยัดไฟน้อยกว่า LED และภายในมีสารปรอทซึ่งต้องระมัดระวังเมื่อหลอดแตก
หลอดไส้ (Incandescent): ให้แสงที่นุ่มนวลและสวยงาม แต่กินไฟสูงมากและมีความร้อนสะสมสูง ปัจจุบันมักใช้เพื่อการตกแต่งเฉพาะจุด
2. การเลือกขั้วหลอดไฟ (Base)
ก่อนซื้อต้องตรวจสอบขั้วหลอดที่โคมไฟเดิมก่อนเสมอครับ:
ขั้ว E27: เป็นขั้วแบบเกลียวมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปตามบ้าน (โคมไฟเพดาน, โคมไฟตั้งโต๊ะ)
ขั้ว E14: เกลียวขนาดเล็กกว่า มักใช้กับหลอดทรงจำปาในโคมไฟระย้า (Chandelier) หรือโคมไฟหัวเตียง
ขั้ว GU10 / MR16: มักใช้กับไฟดาวน์ไลท์แบบส่องเฉพาะจุด (Spotlight)
3. ค่าความสว่างและกำลังไฟ
วัตต์ (Watt - W): คือปริมาณการใช้ไฟ ยิ่งวัตต์น้อยยิ่งประหยัดไฟ
ลูเมน (Lumen - lm): คือ ความสว่างจริง ที่เราได้รับ ปัจจุบันเราควรดูที่ค่าลูเมนเป็นหลัก เช่น หลอด LED 9 วัตต์ อาจให้ความสว่างเท่ากับหลอดไส้ 60 วัตต์
4. สีของแสง (Color Tone)
การเลือกสีส่งผลต่อการใช้งานอย่างมาก:
Daylight (6500K): แสงขาวสว่างเหมือนแสงตอนกลางวัน เหมาะสำหรับห้องทำงาน ห้องครัว หรือจุดที่ต้องการความชัดเจน
Cool White (4000K): แสงขาวนวลตา ให้ความรู้สึกทันสมัย เหมาะสำหรับร้านค้าหรือห้องนั่งเล่น
Warm White (3000K): แสงสีส้มอุ่น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะสำหรับห้องนอนหรือโต๊ะอาหาร
5. วิธีการติดตั้งและเปลี่ยนหลอดไฟอย่างปลอดภัย
ปิดสวิตช์ไฟเสมอ: หรือตัดเซอร์กิตเบรกเกอร์ก่อนเปลี่ยนหลอดเพื่อป้องกันไฟดูด
รอให้หลอดเย็นลง: หากเป็นหลอดประเภทเก่าควรทิ้งไว้สักพักก่อนสัมผัสเพราะความร้อนอาจลวกมือได้
หมุนให้พอตึงมือ: อย่าหมุนเกลียวแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้ขั้วหลอดเสียหายหรือหลอดแตกคามือได้ครับ
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ