หลอดนีออน
คำว่า "หลอดนีออน" ที่เราเรียกติดปากกันตามบ้าน ส่วนใหญ่มักจะหมายถึง หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ทรงยาวที่ใช้กันมานาน แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยี LED ที่มีหน้าตาเหมือนกันแต่มีประสิทธิภาพดีกว่ามากครับ
1. ความแตกต่างระหว่างหลอดแบบเก่าและแบบใหม่
หลอดฟลูออเรสเซนต์ (แบบดั้งเดิม): ภายในบรรจุไอปรอทและก๊าซเฉื่อย เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านจะเกิดรังสี UV ไปกระทบสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ในหลอดจนกลายเป็นแสงสว่าง ต้องใช้บัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ ในการทำงาน
หลอด LED Tube (แบบปัจจุบัน): ออกแบบมาให้มีรูปร่างเหมือนหลอดนีออนเดิมเป๊ะ (ทรง T8 หรือ T5) แต่ภายในเป็นเม็ดไฟ LED เรียงกัน ไม่ต้องใช้สตาร์ทเตอร์ ประหยัดไฟกว่าและเปิดติดทันทีโดยไม่กระพริบ
2. ขนาดที่นิยมใช้งาน
หลอดสั้น (60 ซม.): มักมีกำลังไฟประมาณ 18 วัตต์ (แบบเก่า) หรือ 9-10 วัตต์ (แบบ LED) เหมาะสำหรับห้องน้ำหรือบริเวณทางเดิน
หลอดยาว (120 ซม.): มักมีกำลังไฟประมาณ 36 วัตต์ (แบบเก่า) หรือ 18-20 วัตต์ (แบบ LED) เป็นขนาดมาตรฐานที่ใช้ในห้องเรียน ออฟฟิศ หรือห้องนั่งเล่น
3. ประเภทของขั้วและทรงหลอด
T8: หลอดอ้วนขนาดมาตรฐานที่เราเห็นทั่วไป (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว)
T5: หลอดผอมที่มีขนาดเล็กกว่า ให้ความสว่างสูงและประหยัดพื้นที่ แต่มักจะต้องใช้กับรางเฉพาะของมันเอง
หลอดนีออนกลม: มักใช้กับโคมไฟเพดานทรงซาลาเปาตรงกลางห้อง
4. ข้อควรระวังและการดูแลรักษา
สารพิษ: หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเก่ามีสารปรอท หากหลอดแตกห้ามสัมผัสโดยตรงและควรระบายอากาศในห้องทันที
การเปลี่ยนเป็น LED: หากคุณจะเปลี่ยนหลอดนีออนเดิมเป็น LED ในรางเดิม ต้องถอดสตาร์ทเตอร์ออกเสมอ (ในรุ่นที่รองรับ) หรืออาจต้องเดินสายไฟในรางใหม่ตามคู่มือของแต่ละยี่ห้อ
อาการเสีย: หากไฟกระพริบหรือติดช้า (สำหรับแบบเก่า) มักเกิดจากสตาร์ทเตอร์เสื่อมสภาพ สามารถซื้อมาเปลี่ยนใหม่ได้ในราคาไม่กี่บาทครับ
5. นีออนดัด (Neon Flex)
หากคุณหมายถึงหลอดนีออนที่เป็นเส้นดัดเป็นรูปตัวอักษรหรือรูปทรงต่างๆ ตามร้านอาหาร ปัจจุบันนิยมใช้ LED Neon Flex ซึ่งทำจากซิลิโคน มีความทนทาน ไม่แตกง่ายเหมือนหลอดแก้วสมัยก่อน และดัดโค้งงอได้ตามต้องการ
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ