หลอดประหยัดไฟ
หลอดประหยัดไฟ (Energy-Saving Bulbs) เป็นคำเรียกกว้างๆ ของหลอดไฟที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนหลอดไส้แบบดั้งเดิม โดยเน้นการให้ความสว่างที่เท่าเดิมหรือมากกว่า แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลงครับ
ปัจจุบันหลอดประหยัดไฟที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ดังนี้ครับ:
1. หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ (CFL)
หรือที่เรามักเรียกว่า "หลอดตะเกียบ"
ลักษณะ: มีทั้งแบบขดเป็นเกลียวและแบบแท่งคู่ ภายในบรรจุก๊าซและสารเรืองแสง
ข้อดี: ประหยัดไฟกว่าหลอดไส้ประมาณ 75% และมีอายุการใช้งานนานกว่า
ข้อเสีย: ต้องรอเวลาสักพักเพื่อให้สว่างเต็มที่หลังเปิดสวิตช์ มีสารปรอทบรรจุอยู่ภายใน (ต้องระวังหากหลอดแตก) และไม่สามารถหรี่ไฟได้ (ยกเว้นรุ่นพิเศษ)
2. หลอด LED (Light Emitting Diode)
เป็นนวัตกรรมการประหยัดไฟที่ ดีที่สุด ในปัจจุบัน
ลักษณะ: ใช้ชิปขนาดเล็กในการกำเนิดแสง มีรูปร่างหลากหลาย ทั้งทรงลูกแพร์ ทรงจำปา หรือทรงยาว
ข้อดี: ประหยัดไฟสูงสุด (มากกว่าหลอดตะเกียบอีกเท่าตัว) อายุการใช้งานยาวนานมาก (15,000 ชั่วโมงขึ้นไป) และไม่มีสารพิษ
ความคุ้มค่า: แม้ราคาตอนซื้อจะสูงกว่าแบบอื่นเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับค่าไฟที่ลดลงและไม่ต้องเปลี่ยนหลอดบ่อย ถือว่าคุ้มค่าที่สุดในระยะยาวครับ
วิธีการเปรียบเทียบความประหยัด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเราถึงควรเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดไฟ ลองดูการเปรียบเทียบการกินไฟเพื่อให้ได้ความสว่างเท่ากัน ดังนี้ครับ:
หลอดไส้แบบเดิม: กินไฟ 60 วัตต์
หลอดตะเกียบ (CFL): กินไฟประมาณ 13-15 วัตต์
หลอด LED: กินไฟเพียง 7-9 วัตต์
เทคนิคการเลือกซื้อให้ประหยัดที่สุด
ดูที่ค่า Lumens per Watt (lm/W): ตัวเลขนี้ยิ่งสูง แสดงว่าหลอดนั้นมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนไฟเป็นแสงสว่างได้ดี (ประหยัดไฟมาก)
เลือกสีของแสงให้เหมาะกับห้อง:
Daylight (ขาว): เหมาะกับงานที่ต้องใช้สายตา ช่วยให้มองเห็นชัดเจน
Warm White (ส้ม): เหมาะกับการพักผ่อน ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่น
มองหาฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5: เพื่อความมั่นใจว่าหลอดนั้นผ่านการทดสอบมาตรฐานการประหยัดพลังงานจริง
การดูแลรักษาหลอดไฟ
ทำความสะอาดฝุ่น: ควรเช็ดฝุ่นออกจากหลอดไฟสม่ำเสมอ เพราะฝุ่นที่หนาจะทำให้ความสว่างลดลงถึง 10-20% ทำให้เรารู้สึกว่าไฟไม่สว่างจนอาจต้องเปิดไฟเพิ่มหลายดวง
เลี่ยงการเปิด-ปิดบ่อยเกินไป: สำหรับหลอดตะเกียบ การเปิด-ปิดบ่อยๆ จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าปกติครับ
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ