ยาสีฟัน / แปรงสีฟัน
การเลือก ยาสีฟันและแปรงสีฟัน ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพช่องปากที่ดี โดยแต่ละแบบถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาฟันที่แตกต่างกัน ดังนี้ครับ
1. แปรงสีฟัน (Toothbrush)
ความนุ่มของขนแปรง: * นุ่มพิเศษ (Soft/Extra Soft): เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงือกร่น เสียวฟัน หรือผิวฟันบาง รวมถึงเด็กเล็ก
ปานกลาง (Medium): เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาเหงือกและฟัน
หัวแปรง: ควรเลือกขนาดที่พอเหมาะกับช่องปาก สามารถเข้าถึงฟันซี่ในสุดได้ง่าย (หัวมนเล็กจะเข้าถึงซอกมุมได้ดีกว่า)
แปรงสีฟันไฟฟ้า: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะอาดล้ำลึก หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวข้อมือ มีระบบสั่นหรือหมุนที่ช่วยขจัดคราบพลัคได้ดีกว่าการแปรงด้วยมือในบางกรณี
2. ยาสีฟัน (Toothpaste)
ผสมฟลูออไรด์ (Fluoride): ควรเลือกที่มีฟลูออไรด์อย่างน้อย 1,000 - 1,500 ppm เพื่อช่วยป้องกันฟันผุและเสริมสร้างเคลือบฟันให้แข็งแรง
สูตรลดการเสียวฟัน (Sensitive): มีสาร เช่น โพแทสเซียมไนเตรต ช่วยอุดท่อเนื้อฟัน ลดการส่งผ่านความรู้สึกเสียวไปยังเส้นประสาท
สูตรเพื่อฟันขาว (Whitening): มีสารขัดฟันที่ช่วยขจัดคราบฝังแน่นจากชา กาแฟ หรือบุหรี่ (ไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันนานเกินไปในผู้ที่ผิวฟันบาง)
สูตรสมุนไพร: เน้นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น กานพลู ข่อย หรือใบฝรั่ง เพื่อลดกลิ่นปากและบำรุงเหงือก
3. อุปกรณ์เสริมเพื่อความสะอาดที่ครบถ้วน
ไหมขัดฟัน (Dental Floss): จำเป็นมากสำหรับทำความสะอาดซอกฟันที่แปรงเข้าไม่ถึง
แปรงซอกฟัน (Interdental Brush): สำหรับผู้ที่ดัดฟันหรือมีช่องว่างระหว่างฟันกว้าง
ที่ขูดลิ้น: ช่วยขจัดแบคทีเรียบนลิ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นปาก
4. ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพฟัน
กฎ 2-2-2: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้าและก่อนนอน), แปรงนานครั้งละอย่างน้อย 2 นาที, และงดดื่มน้ำหรือกินอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง (เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานได้เต็มที่)
การเปลี่ยนแปรง: ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือน หรือเมื่อขนแปรงเริ่มบาน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดจะลดลงและเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย
ปริมาณยาสีฟัน: สำหรับผู้ใหญ่ บีบยาสีฟันให้ยาวเท่าความยาวของหัวแปรง ส่วนเด็กเล็กใช้เพียงแค่ขนาดเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ดข้าวสาร
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ