สตาร์ตเตอร์
สตาร์ทเตอร์ (Starter) คือสวิตช์อัตโนมัติที่ทำงานด้วยความร้อน หน้าที่หลักคือช่วย "จุดชนวน" ให้หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดนีออนแบบเดิม) เริ่มทำงานได้ โดยจะทำงานร่วมกับบัลลาสต์แกนเหล็กเพื่อสร้างแรงดันไฟฟ้าสูงชั่วขณะให้ก๊าซภายในหลอดเกิดการแตกตัวจนส่องสว่าง
หน้าที่และการทำงาน
ช่วยจุดไฟ: เมื่อเรากดสวิตช์ สตาร์ทเตอร์จะทำหน้าที่ต่อและตัดวงจรไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ไส้หลอดร้อนและบัลลาสต์สร้างแรงดันไฟกระชากให้หลอดติด
หยุดทำงานเมื่อไฟติด: เมื่อหลอดไฟสว่างแล้ว สตาร์ทเตอร์จะหยุดทำงานและไม่มีกระแสไฟไหลผ่านตัวมันอีกจนกว่าจะมีการเปิดไฟครั้งใหม่
ประเภทของสตาร์ทเตอร์ที่พบบ่อย
S2 (หรือรุ่นที่ระบุว่า 4-22W): ใช้สำหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดสั้น (18W) หรือหลอดทรงกลม
S10 (หรือรุ่นที่ระบุว่า 4-65W): ใช้สำหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดกะทัดรัดไปจนถึงหลอดยาว (36W) เป็นรุ่นที่นิยมใช้มากที่สุด
Electronic Starter: เป็นรุ่นสมัยใหม่ที่ช่วยให้ไฟติดเร็วขึ้นโดยไม่มีการกะพริบ (No Flicker) และช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟ
สัญญาณที่บอกว่าสตาร์ทเตอร์เริ่มเสีย
ไฟกะพริบนานผิดปกติ: เปิดสวิตช์แล้วไฟกะพริบ "แป๊บๆ" อยู่นานกว่าจะติด หรือกะพริบตลอดเวลาแต่ไม่ยอมติด
ขั้วสตาร์ทเตอร์ดำ: ตัวถังพลาสติกของสตาร์ทเตอร์เริ่มมีรอยไหม้หรือคราบเขม่าสีดำ
ถอดสตาร์ทเตอร์ออกแล้วไฟหยุดกะพริบ: หากหลอดไฟกะพริบไม่หยุด ลองถอดสตาร์ทเตอร์ออกในขณะที่ไฟติดอยู่ ถ้าหลอดนิ่งแสดงว่าสตาร์ทเตอร์เสีย
สตาร์ทเตอร์กับหลอด LED
หากคุณเปลี่ยนจากหลอดนีออนเดิมมาเป็น หลอด LED T8:
LED Starter (Dummy Starter): ในชุดหลอด LED บางรุ่นจะมี "สตาร์ทเตอร์จำลอง" มาให้เพื่อใส่แทนตัวเก่า (ข้างในเป็นเพียงฟิวส์หรือสายต่อตรง) เพื่อให้กระแสไฟไหลผ่านได้โดยไม่ต้องแก้สายไฟในราง
การต่อตรง: หากช่างทำการตัดต่อสายไฟใหม่เพื่อข้ามบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ (Direct Wiring) คุณก็จะไม่จำเป็นต้องใช้สตาร์ทเตอร์อีกต่อไป
ข้อแนะนำการเลือกซื้อ
ควรเลือกวัตต์ให้ตรงกับหลอดไฟที่ใช้งาน (ดูรหัส S2 หรือ S10 เป็นหลัก)
หากหลอดไฟติดช้าทั้งที่เปลี่ยนหลอดใหม่แล้ว ให้ลองเปลี่ยนสตาร์ทเตอร์ดูก่อนเพราะมีราคาถูกกว่าบัลลาสต์มาก (ประมาณ 10-20 บาท)
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ