ไฟทางเดิน
ไฟทางเดิน (Pathway Lighting) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยทั้งในเรื่องความปลอดภัย (Safety) และการสร้างบรรยากาศ (Ambiance) ให้กับพื้นที่รอบบ้าน โดยเฉพาะตามแนวทางเดินในสวน ทางเข้าบ้าน หรือรอบสระน้ำ
ประเภทของไฟทางเดินที่นิยมใช้
ไฟโคมเสาเตี้ย (Bollard Light): เป็นไฟทรงกระบอกหรือทรงเหลี่ยมสูงประมาณ 30-80 ซม. ให้แสงสว่างกระจายเป็นวงกว้างรอบตัวโคม นิยมวางเรียงตามแนวทางเดินหลัก
ไฟปักสนาม (Spike Light): ขนาดกะทัดรัด มีขาแหลมสำหรับปักลงดิน สามารถปรับองศาหัวโคมได้ เหมาะสำหรับส่องนำทางหรือส่องเน้นพุ่มไม้ข้างทางเดินไปพร้อมกัน
ไฟฝังพื้น (Recessed Ground Light): ติดตั้งเรียบเนียนไปกับพื้นทางเดิน แสงจะพุ่งขึ้นด้านบน ช่วยให้พื้นที่ดูทันสมัยและประหยัดพื้นที่เดิน
ไฟติดผนังระดับต่ำ (Step Light): ติดตั้งบริเวณผนังข้างทางเดินหรือลูกนอนของบันได เพื่อส่องสว่างเฉพาะพื้นผิวที่เดิน ช่วยป้องกันการสะดุดล้มได้ดีเยี่ยม
แหล่งพลังงานที่เลือกใช้ได้
ระบบโซล่าเซลล์ (Solar Power): * ติดตั้งง่ายที่สุดเพราะไม่ต้องขุดดินเดินสายไฟ
ประหยัดค่าไฟ 100%
ไฟจะเปิดอัตโนมัติเมื่อมืด แต่ความสว่างอาจลดลงในช่วงที่แดดน้อย
ระบบไฟฟ้า (Hardwire 220V): * ให้แสงสว่างที่คงที่และสว่างกว่าโซล่าเซลล์
ต้องเดินสายไฟร้อยท่อฝังดินให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยและความสวยงาม
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ
มาตรฐานการกันน้ำ (IP Rating): สำหรับไฟทางเดินควรมีค่า IP65 ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าทนต่อฝนและการฉีดน้ำรดน้ำต้นไม้ได้
วัสดุ: ควรเลือกอลูมิเนียมฉีดขึ้นรูป (Die-cast Aluminum) หรือสแตนเลส เพื่อป้องกันการเกิดสนิมจากความชื้นในดิน
โทนสีของแสง: แสง Warm White (3000K) เป็นสีที่นิยมที่สุดสำหรับทางเดินในสวน เพราะช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและเห็นพื้นผิวทางเดินได้ชัดเจนโดยไม่แสบตา
เทคนิคการจัดวางไฟทางเดินให้สวยงาม
วางแบบสลับฟันปลา: แทนที่จะวางเป็นเส้นตรงขนานกัน การวางสลับซ้าย-ขวาจะช่วยให้แสงดูนุ่มนวล มีมิติ และประหยัดจำนวนโคมที่ต้องใช้
ระยะห่างที่พอดี: ไม่ควรวางโคมไฟชิดกันเกินไปจนแสงซ้อนทับกันมากเกินควร (โดยทั่วไปห่างกันประมาณ 2-4 เมตร ขึ้นอยู่กับความสว่างของโคม)
เลี่ยงแสงแยงตา: เลือกโคมไฟที่มีฝาครอบด้านบนหรือมีตัวบังแสงเพื่อบีบแสงให้ลงพื้น ไม่ส่องย้อนขึ้นมาเข้าตาคนเดิน
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
เพื่อเพิ่มรายการโปรดของคุณ